Reading Time: 3 minutes

ประชุมสุดท้ายทางออนไลน์ของทีม TEDxBangkhunthian ปีล่าสุด อยู่ดี ๆ ผมคิดอะไรก็ไม่รู้เลยพูดว่า

“เวลา” ทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น
“เวลา” ทำให้เราสนิทกันมากขึ้น
และ “เวลา” ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น

KARNNIKRO คำคม อื่น ๆ

คำพูดนี้ไม่ได้วางแผนมาที่จะพูด แต่อยู่ดี ๆ ก็ผุดขึ้นมาตามสถานการณ์ คงเป็นเพราะเวลาเกือบ 12 เดือนที่กำลังจะครบรอบในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ละมั้ง ทำให้พูดคำนี้ออกมา

คำพูดที่ดูเหมือนว่าจะอ่านได้ตามหนังสือ หรือตามประตูห้องน้ำทั่ว ๆ ไป ใครจะรู้ว่ามันมีเรื่องราวด้านหลังนั้นเยอะมาก ๆ และโพสต์นี้จะเป็นโพสต์สรุปสั้น ๆ ว่าคำนี้นั้นได้แต่ใดมา

งาน TEDxBKT เหมือนจะประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของชีวิตของผมเอง

และไม่มั่นใจจริง ๆ ว่ามันจะเป็นครั้งเดียวด้วยหรือเปล่า (หวังว่าจะไม่ใช่) การได้จัดอีเว้นท์ TEDx ในฐานะ License Holder เป็นอีกหนึ่งความฝันที่อยากทำให้ได้ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย (7ปีกว่าแล้วมั้ง) ถ้าหลาย ๆ คนได้อ่านสกูปของ Modernist จะรู้ว่าเราพยายามขอ license มาหลายปีแล้ว (อ่าน ⇒ https://bit.ly/3aagTGf )

พอย้อนไปดูโพสต์วันเริ่มต้น วันที่ 13 ของเดือนนี้ในปีที่แล้ว เราว่าเราดีใจมาก ๆ และกดดันมาก ๆ ตอนที่พิมพ์ E-mail คุยกับ TED แต่พอได้มาแล้วมันเหมือนเป็นเส้นทางการเริ่มต้นมากกว่าความสำเร็จ

ตอนนั้นมีเราคนเดียว กับเพื่อนอีกคนที่ไม่รู้จักว่า TED คืออะไร จนกระทั่งเริ่ม ๆ หาอาสาสมัครผ่านการขอคำแนะนำจากผู้ที่พอจะช่วยได้ จนได้ทีมมา 15 คน (ซึ่งใน 15 คนเราก็เชื่อว่าตอนนั้นเขาก็ไม่รู้ว่า TED คืออะไรเหมือนกัน)

จนเราเปิดรับสมัครอาสา ตอนนั้นไม่ได้ลง Ads เลยสักบาท(ซึ่งจริง ๆ เราไม่เคยลง Ads เลยไม่ว่าจะเป็นแคมเปญไหน 555) ได้คนสมัครมาเยอะจำนวนหนึ่ง เยอะกว่าที่คาดหวังไว้เยอะ คัดออกก็มี คัดเข้าก็มาก สิ่งที่เราจำได้เลยคือ เรานั่งอ่านใบสมัครของทุกคน อ่านแล้วอ่านอีก เพื่อจำรายละเอียดของทุกคนให้ได้ จำชื่อจำวันเกิด จำ MBTI Type จำแม้กระทั่งลำดับการกรอก (เพื่อดูว่าคนนี้น่าจะเป็นเพื่อนกับคนนี้ 5555)

เราเริ่มกระบวนการสัมภาษณ์ ซึ่งเราสัมภาษณ์เองทุกคน (ทุกคนจริง ๆ เว้นแต่คุณเจอาร์และแบมบี้ที่เข้ามาทีหลังเพราะตอนนั้นทีมเริ่มเข้าที่แล้ว เราให้เขาจัดการกันเอง)

กระบวนการนั้นจนวันนี้ใช้เวลาน่าจะ 9 เดือน (บวกลบ)

ซึ่งโดยส่วนใหญ่ของ บางขุนเทียน อาสาสมัครมาจากต่างถิ่นซะส่วนใหญ่ เราจำได้วันที่ส่งบัตรเชิญให้อาสาสมัครเข้าไลน์กลุ่ม แบมบู โพสต์ใน Story IG ว่า “หลังจากได้เป็นอาสาสมัคร สิ่งแรกที่ทำคือเสิร์ชหาว่า บางขุนเทียนอยู่ที่ไหน” ซึ่งแบมบูอยู่ระนอง ณ เวลานั้น (ซึ่งแบมบูเรียนที่เชียงใหม่)

ตอนที่เราสัมภาษณ์เราก็มีคนหลาย ๆ คนที่เราจำได้นะ เราถามจิงหญิง ลี ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ไต้หวัน ว่า “อยากเชิญใครมาเป็น Speakers” จิงหญิงตอบว่า “ประยุทธ์”

ก็มีอีกหลายคนที่เราจำ vibes ตอนสัมภาษณ์ได้ เช่นน้ำอุ่น, มิว, คุณก็อป จริง ๆ ถ้าพูดชื่อก็จำได้หมดว่าถามอะไรตอบอะไรกันบ้าง

ไป ๆ มา ๆ เราก็มีสมาชิกอาสากัน 50 กว่าชีวิต ต่างชีวิตต่างที่มา ซึ่งย้อนไปตอนนั้นเราไม่คิดเลยว่าเขาจะยังอยู่กับเราจวบจนถึงวันนี้ คนบางคนเรามั่นใจว่าจะอยู่ด้วยกันแน่ ๆ กลับจากเราไปเป็นคนแรก ๆ แต่นั้นเป็นเรื่องปรกติที่เตรียมใจมาไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะใครทำงานอาสาสมัครแบบนี้จะเข้าใจดีว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

แฟนเก่าผมคนหนึ่งเคยบอกว่า “อยู่เท่าที่อยากอยู่ ทำเท่าที่อยากทำ” ซึ่งผมก็ยังจำได้ รวมทั้งนำมาใช้กับคนอื่น ๆ และพยายามบอกตัวเองว่าอย่าเอาความหวังไปคาดไว้ที่ใคร มันก็ช่วยได้เยอะจริง ๆ ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา ผมมีเรื่องราวครบในทุก ๆ ทีม ทุกคนเข้ามาเป็นหนังสือให้ผมอ่านคนละเล่ม เรื่องราวของชีวิตแต่ละคนมีเสน่ห์ไม่ซ้ำกัน

บางคนแง้ม ให้อ่านแค่บทนำ
บางคน ให้อ่านแค่ปกหน้า
บางคน ให้อ่านทั้งเล่มจนจบ
บางคน ให้อ่านเป็นซีรีส์ เกมออฟโทรน อ่านจนสนุก แล้วค้างไว้ไม่ยอมเขียนต่อยิ่งทำให้เราอยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ

(จากอีเว้นท์ล่าสุดที่จัดผมเขียนรีวิว สมาชิกทุกคน แต่งานนี้ดูเหมือนจะเขียนไม่ไหวครับ 555

สำหรับอาสาสมัครที่อ่านอยู่ไว้เจอกันในปาตี้สรุปวันอาทิตย์จะรีวิวให้ฟังละกันครับ)

รูปผมกับ Speakers เกือบทั้งหมดของงานในวันนั้นครับ
รูปผมกับ Speakers เกือบทั้งหมดของงานในวันนั้นครับ

ในส่วนของ Speakers TEDxBangKhunThian

“เวลา” ที่ใช้ไปกับ “สปีคเกอร์” นี้แทบทุกคนจะล็อกเวลาล่วงหน้าไว้อย่างน้อย 2 week ครั้ง แต่เหมือนกับในทุก ๆ ความสัมพันธ์ การปรบมือข้างเดียวมันไม่มีทางดัง ต้องขอขอบคุณพี่ ๆ ทุก ๆ ท่านที่ให้เวลากับงานนี้มาก ๆ ด้วยครับ

อย่าง พี่เซ่ นี่คือไม่ยอมแพ้จริง ๆ ขนาดพวกผมบอกแล้วว่า พี่เซ่ทำงานตามสไตล์ตัวเองได้เลยนะครับ พี่เซ่ยืนยันเสียงแข็งว่า “ไม่ได้ และจะทำให้เต็มที่” และมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก ๆ ซึ่งทำให้ผมอยากให้ทีมงานทุกคนได้ทำงานกับพี่เซ่จริง ๆ

พี่เซ่ ทำงานทุกอย่างโดยไม่ต้องขอ ทำทุกอย่างนำหน้าพวกผมหนึ่งนาทีเสมอ

ผมย้ำกับทีมงานว่า ต้อง confirm นัด กับ Speakers ด้วยนะก่อนวันที่จะนัดจริงก็ต้อง Reminder แต่ทุกครั้งที่ผมกำลังจะทักหาพี่เซ่ พี่เซ่พิมพ์มาก่อนนั้น 1 นาทีเสมอว่า “พรุ่งนี้เรามีนัดกันใช้มั้ยคะ” หรือ “ขอลิงก์ด้วยค่าา” 5555 จนผมรู้สึกแพ้ทุกที ไม่เคยส่งไปก่อนพี่เซ่จะทักมาสักครั้งเดียว

อีกคนที่อยากพูดถึงคือ พี่เติร์ด ทุกครั้งที่คุยกับพี่เติร์ดคือ จะซ้อมงานแป๊บเดียว พี่เติร์ดจะพูดประมาณว่าไม่ได้ซ้อมมา แต่ทุกครั้งดูก็รู้ว่าพี่เติร์ดซ้อมมาดีมาก การวางสคริปต์การเล่าเรื่องคือรู้ว่ามืออาชีพ การใส่ข้อมูล โทนการเล่าเรื่องคือเก่งโดยธรรมชาติ จนพี่เซ่แซวว่า “คนแบบนี้เป็นพวกบอกว่า ไม่ได้อ่านหนังสือมาสอบ แต่พอสอบได้คะแนนเต็ม”

เวลาคุยกับพี่เติร์ดจะคุยยาว ๆ เสมอ ส่วนใหญ่ก็เรื่องการเมือง 5555 แต่สนุกมาก จนจบงานพี่เติร์ดบอก “พี่อยากรวย ๆ แล้วเป็นพ่อบ้าน ไปขับเคลื่อนอะไรสักอย่าง” พี่เติร์ดเป็น แอคทีฟ ซิทิเซ้นมาก ๆ

(อาจจะไม่ได้เมนชั่นสปีคเกอร์ครบทุกคน แต่ถ้าได้เจอกันรับปากว่าจะพูดรีวิวให้ฟังแน่ ๆ ครับ สปีคเกอร์แต่ละคนมีนิสัยใจคอ น่ารักกันไปคนละแบบ จากงานนี้ผมได้แม่มาเพิ่มอีกหนึ่งคน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นหัวใจมาก ๆ และเชื่อว่าไม่มีงานไหนทำให้รู้สึกได้แบบงาน TEDx แน่ ๆ)

ช่วง “เวลา” นี้เป็นช่วงที่ผมได้เรียนรู้ที่สุดในชีวิตงานหนึ่งแล้วครับ

เมื่อวานซืนมีการถอดบทเรียนกับทีม Commu ไป ซึ่งไอเดียเขาค่อนข้างดีในการทำ I like, I wish, I wonder ต่อตัวเอง ซึ่งผมใช้เวลาเขียนไปเกือบ 10 นาทีและตั้งใจเขียน รวมทั้งเขียนเยอะมาก ๆ ทำให้เห็นว่าตัวเองรู้ ไม่รู้ และควรพัฒนาด้านไหน โดยมีคนอื่นเป็นกระจกอีกที เป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ ครับ

เดิมทีผมทำ TEDxUTCC มาก่อนที่จะทำ TEDxBangKhunThian ของตนเองครับ ในถาพนี้คือภาพที่ เหล่า TEDx’er ของ UTCC มาร่วมแสดงความยินดีครับ

ตลอด “เวลา” ที่ทำ TEDx มีหลายความทรงจำที่คิดว่าไม่อยากลืม

ในงานนี้ผมรบกวน ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเยอะมาก ๆ ซึ่งผิดกับปรกตินิสัย พอรบกวนคนอื่นมาก ๆ อีกนิดเดี๋ยวจะเข้าข่ายบ้าอำนาจแล้วครับ แต่ยังโชคดีที่ดึงตัวเองได้อยู่ครับ 55555

ตอนทำงานนี้ คนในทีมมักแซวว่า ผมมีเลขาเป็นสิบ หรือ พี่กานร้อยเลขา แต่เอาเข้าจริง ๆ มีคนที่อยากเมนชั่นว่าเป็นเลขาแค่สองคน 5555 คือ น้องแอนเดรีย และ จิงหญิง (อันนี้จิงหญิงไม่เคยบอกเองว่าเป็นเลขาเราแต่เรายัดเยียดให้เป็นเฉย 55555)

แอนเดรียเป็นคนไวดี เก่งการสื่อสาร และสามารถเตือนเราได้ ซึ่งผมมักใช้แอนเดรีย จด,จำ และตาม งานอะไรที่ผมจำไม่หมด แอนเดรียรู้งานดีว่าผมจะถามอะไร จะต้องคุยกับใคร ก็คอยเตือนตลอด ถึงแม้งานตัวเองจะยุ่งมาก ๆ ก็เถอะ ถือว่าประทับใจ

แอนเดรีย เลขาที่ผมพูดถึงครับ

ส่วนจิงหญิง เป็นอีกคนที่เรารบกวนเยอะมาก ๆ ซึ่งในวันงานเราก็ให้เป็นกระเป๋าตังค์ด้วยเพราะโทรศัพท์เราพังวันงานพอดี แล้วคือคนก็ชอบมารบกวนจิงหญิงแล้วแบบ จิงหญิงก็ทำเยอะสิ่งไปหมดในวันอีเว้นท์

คือเรารู้สึกว่าจิงหญิงเก่งและมีมูดที่ไว้ใจเรื่องงานได้ว่าจะไปจัดการต่อได้ สามารถคิดและตัดสินใจเองได้อะ คือให้งานไปแล้วจะไม่เอางานกลับมาให้เราอีกอะ เราประทับใจตั้งแต่วันแรก ๆ เอาจริง ๆ

ประทับใจตั้งแต่วันสัมภาษณ์เลย จิงหญิงเป็นคนแรกในทีมอาสาสมัครเลยมั้ง ที่เรียกงาน TEDx ว่า

“งานของพวกเรา”

ทำให้เรารู้เลยว่า คนคนนี้มีความเป็น “Entrepreneurial spirit”

รวมทั้งเป็นคนที่ Empathy เก่งภาษาด้วย รู้จังหวะ รู้ความคาดหวังเราอะ ทำให้เราอยากได้เป็นเลขา (ทีนี้เข้าใจยังว่าทำไมต้องยัดเยียด 5555)

จริง ๆ อาจจะดูอวย ๆ แต่เราอาจจะ Bias ด้วย ด้วยความที่เราจำใบสมัคร คือ จญล MBTI type เดียวกับเรา ราศีเดียวกับเรา มันอาจจะทำให้ลำเอียงได้ 5555 นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติ Team player ที่ดีเยี่ยมอีกด้วย

โดยปรกติ ในฐานะ Lead ในทุก ๆ งานที่เราทำ เวลามีเรื่องอะไรเราก็จะบอกว่า “เป็นความผิดเราเอง”

ตั้งแต่ทำงานมา จิงหญิงเป็นคนแรกเลยที่พูดว่า “มันเป็นความผิดทุกคนด้วย” แล้วเราแบบคิดในใจ จะร้องไห้ ไม่เคยมีคนพูดแบบนี้มาก่อนเลยเว้ย ประทับใจมาก ขออวยยศ

เรายังจำได้มันมีเหตุการณ์ตลก ๆ แบบลุ้น ๆ คือวันที่ไปหาพาร์ทเนอร์ มติชน คือเราจำเวลาผิด ซึ่งปกติเราจะย้ำกับทุกคนว่าอย่าสาย ๆ แต่วันนั้นเราเองที่เป็นคนสาย แต่ก็ยังวิ่งไปซื้อขนมกับ จญ เพราะว่าเพิ่งไปกิน เปปเปอร์ลันส์ มาเว้ย แล้วกลัวกลิ่นมันจะติด โดยปรกติถ้าเรารู้ว่ากำลังจะสาย เราจะล๊กมาก แต่ตอนอยู่กับ จญ ออกแนวตลกมากกว่าล๊ก มันไม่รู้สึกล๊กขนาดนั้น จญล ก็เป็นคนที่ทำให้เรา calm ได้ในหลาย ๆ เรื่อง

ที่เราฝากเงินไว้กับ จญล ไว้ในวันงานเพราะว่าเหมือนเป็นคนเดียวในทีมเลยที่ไปขอสปอนเซอร์กับเราเยอะสุด มันเลยมีความรู้สึกว่า

“เออ เราขอได้ด้วยกัน”

เราก็เลยไม่ฝากตังค์ไว้กับคนอื่น (สุดท้ายมันก็ไปเพิ่มงาน ให้ จญล จ้าา 555) โดยสรุปก็คือเป็นคนเก่ง รักการเรียนรู้ ถ้าสมมุติเราอยู่ดี ๆ ตายไป เราว่า จญล ก็สามารถทำให้งานมันจบได้นั่นเอง

หมดพาร์ทเลขา มาที่อีกคนหนึ่งเป็น Team lead ที่จะไม่พูดถึงก็คงจะรู้สึกผิดต่อใจตัวเองคือ

คุณไข่มุก ผมรู้สึกว่าผมทำไม่ดีกับคุณไข่มุกเยอะมากกกก และทุกครั้งที่ทำจะรู้สึกผิดไปนานมากแต่ไม่ได้บอกคุณไข่จะไปบอกให้คนอื่นฟัง

เพราะคุณไข่มุกเป็นคนเดียวในทีมเลยที่แบบผมหงุดหงิดใส่แบบจริงจัง 55555 ด้วยความที่นอนน้อย (นิสัยส่วนตัวคือวันไหนนอนน้อยจะหงุดหงิดง่ายมาก) หงุดหงิดเพราะรู้สึกว่าคุยเท่าไหร่เหมือนไม่เห็นภาพตรงกันสักที เหมือนเราสื่อสาร A ไปแล้ว 8 รอบ (ตามความเข้าใจของเรา) แต่คุณไข่บอกผมไม่เคยพูด ก็เลยหงุดหงิดเลย 55555 (ซึ่งไม่ได้บอกว่าคุณไข่ผิดนะ ผมอาจจะไม่ได้บอกจริงๆ ก็ได้) แต่อยากให้โฟกัสตรงที่ react ของคุณไข่ คือไม่เถียงอะ แล้วก็เก็บ คือเราก็ไม่รู้ว่าแกหงุดหงิดบ้างไหม แล้วเอาความหงุดหงิดไปลงที่ไหนวะ 5555 เพราะที่คุยแต่ละทีคือเอนเนอร์จี้ดี จนเราสงสัย

ทุกครั้งที่มีปัญหาใหม่ ๆ เข้ามาเราก็จะไปบอกคุณไข่ก่อนเป็นคนแรก ๆ สิ่งที่คุณไข่ตอบกลับมาก็คือ “ไม่เห็นเป็นปัญหา จัดการได้” ซึ่งในมุมเราคือ “มันจัดการได้ตรงไหนวะ555” แต่คุณไข่มีความสามารถในการปรับตัว และทำให้คนในทีมช่วยกันได้ เพราะเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน และก็ขอบคุณที่ทำงานด้วยกันมาสองงานล้ะะ ดีใจที่ยังมีกันอยู่คร้าบ

อีกสักคนคือ เพื่อน เปา (จริง ๆ อยากพูดถึงคุณเหมี่ยวด้วย แต่เมื่อวานคุยกันไปละ)

เปาเป็นอีกคนที่ทำงานรู้ Role ตัวเองมาก เราชอบคนแบบนี้ รู้หน้าที่รู้จังหวะ รู้บทบาทของตัวเอง และที่สำคัญเป็นบุคคลที่ซัพพอร์ตคนดีมาก เปามี Empathy สูง ด้วยความที่สังเกตคน

ในการประชุมครั้งสุดท้ายของ Curator เราหงุดหงิดมาก ๆ แต่พยายามเก็บอาการไม่บอกอะไรใคร แต่เหมือนเปารู้อยู่คนเดียวอะ ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้พูดอะไรและพยายามทำให้มูดมันดีขึ้น อันนี้มันเป็นสกิลที่เปามีและเปาทำได้ดีมาก ๆ

ทุกครั้งที่ไปหาผู้ใหญ่ เปาจะมีของไปให้ผู้ใหญ่ทุกครั้ง แต่ไม่เคลมด้วยว่าเปาเตรียมมา ดันมาบอกว่าเป็นของขวัญจาก License holder ซะได้

ซึ่งเราเข้าใจว่าเปาไม่ได้คิดจะอวยเราหรอก แต่เปาคำนึงถึงคำว่า “ทีม” เหมือนกัน คนแบบเปา ความสำเร็จของทีม = ความสำเร็จของเปาด้วย

ขอชื่นชมจากใจ และเราได้เรียนรู้หลาย ๆ อย่างจากเปาในการทำงานครั้งนี้ ถึงแม้จะรู้จักกับเปามากว่า 20 ปีก็ตาม แต่งานนี้ทำให้เราได้ใช้คำว่ารู้จักเปาจริง ๆ

กล่าวโดยสรุปก็คือ

ในงานนี้เราทำงานผิดพลาด เยอะมากๆ และเมื่อวานได้นั่งถอดบทเรียนไปแล้วเราอยากเอามาแชร์บางส่วน

  • I like ที่ตัวเองทำมันจนจบ
  • I like ที่ตัวเองตัดสินใจ
  • I like ที่ตัวเองกล้าตึงในบางเรื่อง และหย่อนในบางเรื่อง
  • I like ที่ตัวเองซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ

  • I wish ว่าจะไม่เลิกท้าทายตัวเองให้มากขึ้น
  • I wish ว่า TEDx ครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของเรา
  • I wish ว่า จะได้เจอทุก ๆ คนช่วยกันอีกในงานปีหน้า ๆ

I wonder ว่าถ้าปรับเรื่องการสื่อสารกับคนในทีม ให้ทุกคนเห็นปัญหาเท่า ๆ กันหมด หรือบอกสิ่งที่เราอยากได้ แบบ 1,2,3,4 น่าจะทำให้คนทำงานกับเราง่ายมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าเราทำงานด้วยยาก 555 เราชอบคนที่รู้ใจโดยไม่ต้องสั่ง เช่นแบบถามปุ๊ปตอบปั๊ป ถามปั๊ปตอบปุ๊ป แต่ว่าเราควรต้องปรับตรงนี้

I wonder ว่าถ้าเราปรับเรื่องการทำงาน นำที่เรียนบริหารโครงการมาใช้เยอะกว่านี้ มันจะยิ่งทำงานให้ดีขึ้นได้อีก

(จริง ๆ มีมากกว่านี้แต่ไม่อยาก Pubilc 555)

.

สิ่งที่พิมพ์มาทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่งของ “เวลา” ที่เราใช้ร่วมกับผู้คน ทำให้เรารู้จักเรื่องราวของทุกคนอยู่ในลิ้นชักความทรงจำของเรา

สิ่งที่พิมพ์มาทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่งของ “เวลา” ที่เราใช้กับตัวเอง ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ทำอะไรได้หรือไม่ได้อย่างไร รู้สึกอย่างไรกับผู้คน และสถานการณ์ต่าง ๆ

“เวลา” เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ได้ “ความทรงจำ”
“เวลา” เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ได้ “ประสบการณ์”
“เวลา” เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ได้ “มิตรภาพ”
แต่ “เวลา” จะไม่มีค่าเลย ถ้าเรา “ไม่ได้ใช้มันไปกับอะไร”
และ “เวลา” จะไม่มีค่าเลย ถ้าเรา “ไม่ได้ใช้มันไปกับใคร”

Karnnikro

.

จบ TEDxBangKhunThian นี้ ทำให้ผมเข้าใจคุณค่าของ “เวลา” และความไร้ค่าของ “เวลา” ในขณะเดียวกัน

.

จนกว่าจะพบกันใหม่

“อยากได้ในสิ่งที่ไม่เคยได้ ต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ”

2022 the year I was #reborn