ความสัมพันธ์ มีประวัติศาสตร์

Reading Time: < 1 minute

ความสัมพันธ์ มีประวัติศาสตร์ และกับดักของประวัติศาสตร์ มันทำความสัมพันธ์พังมาเยอะแล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องของประวัติศาสตร์ เราคงนึกถึงเรื่องการสู้รบ คนนี้ไปรบกับคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านบางระจัน หรือ สปาต้ากับเปอร์เซีย การแบ่งแยกดินแดนหรือการล่าอาณานิคม อันนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกและเขียนไว้

ความสัมพันธ์ มีประวัติศาสตร์

แต่ในเรื่องของเราเอง ชีวิตของเราหรือผู้คนก็มีประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน เรื่องนี้ผมได้ฟังมาจากคุณ บรรยง พงษ์พานิช


“มีเด็กคนหนึ่ง อายุ 12 อ่านหนังสือผมตั้งแต่นั้น” คุณบรรยงเล่า

หนังสือคุณบรรยงนั้นไม่ใช่หนังสือการ์ตูน หรือหนังสือที่เด็กแล้วอ่านได้เข้าใจง่าย ๆ แต่เป็นหนังสือ ที่ต้องใช้ความรู้และความคิดพอสมควร


“ครูที่โรงเรียนโทรมาขอให้ผมไปพบน้องคนนั้น ตอนแรกผมก็สงสัยว่าทำไม มารู้ภายหลังว่า น้องคนนั้นไม่คุยกับใครเลยไม่มีเพื่อนเลย ครูเห็นน้องเขาอ่านหนังสือคุณบรรยงจึงอยากขอความช่วยเหลือ”


หลังจากนั้นคุณบรรยงก็ไปพบเด็กคนนั้นแล้วพูดคุย หลังจากการพูดคุย คุณบรรยงได้ขอให้พ่อและแม่ของน้องคนนั้นย้ายโรงเรียน

“สัญญากับลุงนะ ว่าไปโรงเรียนใหม่แล้วจะมีเพื่อนแล้วมาเล่าให้ลุงฟังเดือนละ 1 คน” คุณบรรยงเล่าว่าคุยกับน้องคนนั้นดังนี้


จนตอนนี้น้องคนนั้นก็ได้ดิบได้ดีเรียนต่ออยู่ที่อังกฤษ ทำไมคุณบรรยงถึงแนะนำเช่นนั้น ?

คุณบรรยงเล่าว่า มันมีสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์” ถ้าใครเคยเป็นอย่างไรมาแล้วในสังคมนั้น ๆ เช่น เคยวางตัว (คุณบรรยงใช้คำว่า Positioning ตัวเอง) เป็นคนยังไงแบบไปสุดทางแล้วจะให้แก้มันก็ยาก สู้เปลี่ยนสังคมและวางตัวใหม่คงง่ายกว่า จริง ๆ ปัญหามันมีหลายปัจจัย สภาพแวดล้อมและตัวตนของเราด้วยนั่นเอง


หลังฟังจบผมคิดว่า “เออจริงนะ” การที่ถูกคนในสังคมสภาพแวดล้อม ตราหน้าว่าเราเป็นคนยังไงแล้วบางทีมันยิ่งส่งผลให้เราเป็นคนอย่างนั้นไปด้วยทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่ชอบที่จะเป็นคนแบบนั้นด้วยเหมือนกัน

ในคู่รักก็มีประวัติศาสตร์เหมือนกัน

ความสัมพันธ์แบบคู่รักก็เหมือนกัน เมื่ออยู่กันยาว ๆ แล้วก็สามารถเห็นอะไรขัดหูขัดตาไปหมด หรือตีความไปแล้วว่าคนที่เราอยู่ด้วยเป็นคนไม่ดี มีข้อเสียเต็มไปหมด หากเราไม่ได้รักกันมากพอที่จะเปิดใจ พร้อมคุยหรือพยายามปรับกันแล้วก็ยากที่จะไปต่อ

เพราะติดอยู่ในกับดักของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่เคยมีนั่นเอง การจบความสัมพันธ์ไปย่อมเป็นเรื่องง่ายกว่าหากอยู่แล้วก็ตัดสินกันว่าเป็นคนอย่างไร เพราะความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ต้องพยายามกันทั้งคู่ หากมีฝ่ายหนึ่งผิด อีกฝ่ายต้องผิดด้วยเสมอ เพราะ วันที่เราทะเลาะกันไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายแพ้ เธอเป็นฝ่ายชนะ แต่โดยภาพรวมก็คือ
“พวกเราแพ้” กันทั้งคู่

กับดักของประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์

ผมคิดว่าทำคนหลาย ๆ คนเลิกคุยกันมาเยอะแล้วไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน เพราะเราติดกับความคิดตัวเองว่า คนคนนี้เคยเป็นอย่างไรมา แปลว่าคนคนนี้ต้องเป็นอย่างนี้แน่ ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เราจะติดกับในด้านแย่ ๆ เสียมากกว่า

สิ่งที่เป็นธรรมดาของมนุษย์

แต่มนุษย์ย่อมมีข้อเสียเป็นธรรมดา ทุกคนล้วนมีข้อเสีย อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างกันจะรับข้อเสียกันได้หรือไม่ แต่สิ่งที่เขาเคยเป็นคนอย่างไรมาก็ไม่ได้บ่งบอกได้ 100% ว่าปัจจุบันเขาเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ในทางที่ดีเลือกมองข้อดีของความสัมพันธ์นั้นดีกว่า ส่วนข้อเสียก็ไม่จำเป็นต้องชอบ แต่แค่รับรู้ไว้ว่าใครมีข้อเสียอย่างไรเท่านั้นก็น่าจะพอ

จากหนังสือ อย่ามองกลับไปนั่นไม่ใช่ทางที่คุณจะเดิน

อย่าพลาดที่จะสนับสนุนพวกเราโดยการกดไลก์

ความคิดเห็น

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy